ฟิร์มิโน่ตาเจ็บไม่หนัก มีลุ้นดวลเปแอสเช

แฟนบอล “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ได้รับข่าวดี หลังสมาพันธ์ประกาศรับรองว่า โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ อาการเจ็บที่ดวงตาไม่หนักหนารุนแรงมากมายอย่างที่กังวล ทำให้เกมยูฟ่า แชมเปี้ยนลีก รอบแบ่งกลุ่มครั้งแรก ที่จะเจอกับ เปแอสเช ยอดกลุ่มจากฝรั่งเศส ดาวเตะบราซิเลียน วันอังคารนี้ เจ้าตัวยังมีชื่อติดทีมอยู่

ลิเวอร์พูล สมาคมชั้นนำพรีเมียร์ลีก อังกฤษ รายงานความคืบหน้ าอาการเจ็บที่ดวงตาของ โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ ดาวเตะบราซิเลี่ยนของกลุ่ม หลังปะทะกับ แยน แฟร์ทองเก้น ระหว่างเกมลีกที่ ลิเวอร์พูล บุกซัด สเปอร์ส 2-1 ถึง เวมบลีย์ เมื่อวันเสาร์ก่อนหน้าที่ผ่านมา ก่อนดาวเตะแซมบ้า จะเล่นต่อไม่ไหวกระทั่งจำเป็นต้องขอเปลี่ยนออก

โดย “หงส์แดง” รายงานว่า “จากการตรวจให้ถี่ถ้วนที่โรงหมอ พบว่ามีรอยขีดข่วนเล็กน้อยที่ดวงตา แต่ในระยะยาวไม่มีความทรุดโทรมร้ายแรงอะไร”

ดังนี้ทำให้ โรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่ ไม่ได้ถูกตัดชื่อจากเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนลีก เกมที่ ลิเวอร์พูล จะเปิดแอนฟิลด์ แข่งฟุตบอลกับ เปแอสเช เกมยูฟ่า แชมเปี้ยนลีก รอบแบ่งกลุ่มนัดแรก ในคืนวันอังคารนี้ แต่อย่างใด ส่วนจะสามารถพร้อมลงสู่สนามได้หรือเปล่านั้น จะขึ้นกับกลุ่มหมอของทีม ที่กำลังดูแลอย่างใกล้ชิดที่แคมป์เมลวู้ดต่อไป…

ทัศนคติที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่าง เป๊ป กับ มูรินโญ่

พูดถึง 2 ผู้จัดการทีมแห่งเมืองแมนเชสเตอร์ อย่าง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า กับ โชเซ่
มูรินโญ่ หลายคนก็คงพอทราบดีอยู่แล้วว่าทั้งคู่มีความแตกต่างกันขนาดไหน

สิ่งแรกที่ทุกคนต้องนึกถึงกันอย่างแน่นอนเลยก็คือแนวทางการทำทีม กวาร์ดิโอล่า
นั้นจะเน้นการต่อบอลที่แน่นอน ให้ลูกทีมครองบอลกดดันคู่แข่ง
พร้อมกับคอยหาช่องทางเข้าทำอยู่เรื่อยๆ
นี่คือสิ่งที่เขาทำได้ดีมาตั้งแต่สมัยที่ยังคุมทีม บาร์เซโลน่า แล้ว
ซึ่งเมื่อนำเอามาปรับใช้กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ช่วงแรกๆ ก็ต้องมีจูนกันบ้าง
แต่เมื่อทุกอย่างลงตัวก็อย่างที่เห็น
ตอนนี้ทีมเรือใบสีฟ้าเป็นหนึ่งในทีมที่น่าเกรงขามที่สุดในยุโรปไปแล้ว

ขณะที่ทางฝั่ง มูรินโญ่ มักจะทำทีมแบบเน้นตั้งรับเอาไว้ก่อน
นี่คือแนวทางการเล่นที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จมานักต่อนัก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพา เชลซี เขย่าบัลลังก์ พรีเมียร์ ลีก
แต่ดูเหมือนว่าสไตล์การทำทีมแบบนี้จะไม่ค่อยเหมาะกับทีมปัจจุบันของเขาอย่าง
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สักเท่าไหร่

แต่ไหนแต่ไร ทีมปีศาจแดงจะมาพร้อมกับการเล่นที่สนุกสนาน
เปิดเกมบุกใส่คู่แข่งไม่ยั้ง ซึ่งเดี๋ยวนี้ภาพต่างๆ เหล่านั้นก็แทบจะไม่มีให้เห็นแล้ว
กลายเป็นของหายากที่นานๆ แฟนบอลจะมีบุญตาได้ชมกันสักที

นั่นคือเรื่องของแนวทางการทำทีมที่แตกต่างกัน
แต่ก็ยังมีอีกอย่างที่เป็นเรื่องคนละขั้ว นั่นก็คือทัศนคติ จะเห็นได้ว่า มูรินโญ่
มักจะเป็นสีสันบนหน้าหนังสือพิมพ์อยู่บ่อยๆ
เนื่องจากเขาเป็นคนที่ชอบโทษนั่นโทษนี่ หลังจากที่ทีมทำผลงานได้อย่างย่ำแย่
มันเลยกลายเป็นประเด็นที่ทำให้นักข่าวนำเอามาขยายไม่รู้จบ

มูรินโญ่ มักจะไม่ค่อยยอมรับในความผิดพลาดที่ตัวเองก่อขึ้น ขณะที่ทางฝั่ง
กวาร์ดิโอล่า มักจะมองทุกอย่างในเชิงบวกอยู่เสมอ

บางครั้งเมื่อผลงานของทีมไม่เป็นที่น่าพอใจ เขาก็สามารถทำใจยอมรับได้
และพยายามมองอะไรต่างๆ ที่ไม่เลวร้ายเกินไปนัก

ล่าสุดในเกมเจอ วูล์ฟแฮมป์ตัน แน่นอนว่าผลเสมอ 1-1
คงไม่เป็นที่น่าพอใจสำหรับทีมระดับแชมป์เก่าเป็นแน่
แถมประตูที่ฝั่งตรงข้ามทำได้ก็ยังเห็นชัดเจนว่าแฮนด์บอลอีกด้วย
แต่กุนซือเรือใบสีฟ้าก็เลือกที่จะไม่พูดถึงมัน
พร้อมกับบอกว่าลูกทีมตั้งใจทำผลงานกันอย่างเต็มที่แล้ว
เพียงแค่อะไรหลายอย่างไม่เป็นใจก็เท่านั้น

นี่แหละคือสิ่งที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน และมันก็ทำให้ กวาร์ดิโอล่า ดูดีขึ้นมามาก
ซึ่งก็เชื่อว่าแฟนๆ ปีศาจแดงหลายคนก็คงอยากให้ มูรินโญ่
เลือกที่จะมองอะไรหลายอย่างด้วยสายตาแบบนี้กันอยู่เหมือนกัน…

เหตุใดโค้ชโย่งถึงไม่ใช้ ศุภชัย ลงเป็น 11 คนแรก

ย้อนกลับไปในช่วงก่อนหน้านี้การประกาศรายชื่อ 20
ขุนพลสุดท้ายชุดทำศึกเอเชียนเกมส์ที่ประเทศอินโดนีเซีย
ถือว่าสร้างความเซอร์ไพรส์ไม่น้อยแม้จะยึดตามหลักผู้เล่นที่ไปคว้าแชมป์ซีเกมส์ 2018 ที่มาเลเซีย
รวมไปถึงชุดชิงแชมป์เอเชียที่จีน แต่ก็มีบางรายที่เพิ่งถูกเรียกมาติดทีมชุดนี้
โดยหนึ่งในนักเตะที่น่าสนใจคือ ศุภชัย ใจเด็ด ที่ถูกหนีบติดไปล่าแชมป์ในครั้งนี้ด้วย
ก่อนหน้านี้เขาเป็นเพียงกองหน้าที่ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่บนม้านั่งสำรองของ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด
และบ่อยครั้งมักถูกส่งลงสนามในช่วงท้ายเกมเท่านั้น อย่างไรก็ตามในฤดูกาล 2018
ตั้งแต่รายการเอเอฟซีแชมเปี้ยนส์ลีก บอลถ้วยไปจนถึงเกมลีกโอกาสลงสนามของ ศุภชัย
มีมากขึ้นพร้อมกับบทบาทใหม่คือกองกลางตัวรับที่ โบซิดาร์ บันโดวิช หัวหน้าผู้ฝึกสอน บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด
ซึ่งเขาก็สามารถแสดงผลงานได้เป็นอย่างดีกระทั่งได้รับความไว้วางใจให้ลงเล่นมากขึ้นยิ่งไปกว่านั้นมัน
ทำให้เขาถูกเลือกเป็น 1 ใน 20 ขุนพลชุดล่าแชมป์เอเชียนเกมส์ในครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นครั้งแรก
และครั้งสุดท้ายเมื่อาอยุของเขาใกล้ครบกำหนดโควต้าของรายการนี้
ศุภชัย ออกสตาร์ทในฐานะตัวสำรอง
แต่เขากลับทำผลงานได้ดีเกินคาดเมื่อเป็นผู้ทำประตูตีเสมอให้ทีมแบ่งต้มทีมแกร่งอย่างกาตาร์ได้สำเร็จ
ก่อนที่หลังจากนั้นจะถูกส่งลงเล่นครึ่งหลังอีกครั้งพร้อมช่วยกูวิกฤติทีมยิงตีเสมอบังคลาเทศ 1-1
เก็บเพิ่มเป็น 2 คะแนน แม้ว่าผลงานช้างศึกจะเป็นงานยากต่อการเข้ารอบ
แต่ผลงานส่วนตัวของเขาถือว่าทำได้ยอดเยี่ยม ผิดกับ เจนรบ สำเภาดี กองหน้าตัวจริง
และเป็นกัปตันทีมที่ได้รับโอกาสลงสนามเป็น 11 คนแรกในบทบาทตัวเป้า
แต่กลับไม่อาจเบิกสกอร์ได้แถมยังใช้โอกาสที่มีหลุดลอยไปอย่างน่าเสียดายจนมีเสียงวิจารณ์เรื่องฟอร์มก
ารเล่นพร้อมตั้งข้อสงสัยว่าเหตุใดโค้ชโย่งจึงไม่ส่งศุภชัยลงสนามเป็น
คนแรกทั้งที่ผลงานโดดเด่ดกว่าอย่างชัดเจน
ประการแรกคือเรื่องของแทคติกล้วนๆโดยโค้ชโย่งเลือกที่จะส่ง เจนรบ
ลงไปก่อนด้วยความที่เขาเป็นกองหน้าพละกำลังสูงมีแรงวิ่งเยอะ และมีความเร็ว แม้จะจบสกอร์ไม่คม
แต่เป็นการตอบโจทย์แทคติกโค้ชโย่งที่ต้องการให้ลงไปไล่บอล และป่วนคู่แข่งจนหมดแรง ก่อนที่จะส่ง
ศุภชัย ใจเด็ด ลงไปเผด็จศึก ซึ่งถือว่าเป็นการช่วยให้ ศุภชัย มีโอกาสจบสกอร์เยอะขึ้น
อีกประการคือเจนรบที่รับบทเป็นกัปตันทีมแม้จะเขาจะจบสกอร์ไม่ได้ใช้โอกาสเปลือง
และเล่นไม่ค่อยเข้าขากับเพื่อนร่วมทีมเท่าไหร่
แต่เขาเป็นผู้เล่นที่อาศัยความขยันเข้าสู้คอยเดินเพรซซิ่งสูงจนช่วยให้เพื่อนคนอื่นเปิดเกมรุกขึ้นมาได้ง่าย
ขึ้น และนั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไม ศุภชัย ที่ฟอร์มดีต้องถูกส่งเป็นสำรอง…

แบบนี้นี่เอง ! เปิดเผยแล้วมูลเหตุที่ เรือใบ ไม่สนใจ ฟาน ไดจ์ค

​แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เคยมีความสนใจในตัว เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค กองหลังตัวเก่งของ เซาแธมป์ตัน ตอนนั้น แม้กระนั้นจำเป็นต้องถอนตัวออกไปด้วยเหตุผลอะไรบางอย่าง ​สตาร์กังหันลมเซ็นสัญญาเข้าร่วมทีม ​ลิเวอร์พูล เมื่อมกราคมด้วยค่าตอบแทน 75 ล้านปอนด์ เปลี่ยนเป็นกองหลังที่มีค่าตัวมากที่สุดในโลกไปในทันที

แม้กระนั้น ความเป็นมาของประเด็นนี้เกิดขึ้นเมื่อตอนก่อนหน้านั้นที่กองหลังใน​กลุ่ม เรือใบสีฟ้า ต่างได้รับบาดเจ็บจนแทบจะไม่เหลือไว้ใช้งาน เป๊ป กวาร์ดิโอลา ก็ได้รายงานต่อบอร์ดบริหารว่าเขาต้องการนักฟุตบอลในตำแหน่งเซนเตอร์ฮาล์ฟมาเสริมทีมเป็นการด่วนทางบอร์ดบริหารของกลุ่ม แมนฯ ซิตี้ ได้สนใจในตัวของ ฟาน ไดจ์ค แล้วก็กระทำการติดต่อกับทีมนักบุญ แม้กระนั้นในที่สุดก็จะต้องถอนตัวออกมาเหตุเพราะพวกเขามีความคิดเห็นว่าราคาที่ตั้งไว้นั้นแพงจนไม่สามารถที่จะยอมรับได้

ในที่สุดแล้ว เรือใบสีฟ้าก็หันไป​คว้าตัว เอเมอริค ลาปอร์ต ด้วยค่าตอบแทน 57 ล้านปอนด์ จากแอตเลติก ใบเสร็จรับเงินค่อย มาร่วมทีมในม.ค.แทนโดยเรื่องราวทั้งสิ้นถูกเผยผ่านสารคดีเรื่องใหม่ของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ทำขึ้นเพื่อเป็นการสังสรรค์แชมป์ ​พรีเมียร์ลีก ซีซันปัจจุบันที่ชื่อว่า All or Nothing ซึ่งได้สตรีมบนอเมซอนไปแล้วช่วงวันที่ 17 เดือนสิงหาคมก่อนหน้าที่ผ่านมา…